ชาวพุทธมองเห็นโลกในฐานะเป็นสิ่งที่อิงอาศัยกันและกันแล้วจะพัฒนาความรู้สึกรับผิดชอบ กตัญญู และกรุณาต่อธรรมชาติ เพื่อปลูกฝังให้มนุษย์มีการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติทั้งมวลแบบกลมกลืนและแบบสันติ จำจะต้องพัฒนาคุณธรรมขึ้นในใจ ๓ ประการ คือ
๑. ปัญญา ความรู้ความเป็นจริงว่า ทุกอย่างในโลกนี้อาศัยกันและกันเกิดขึ้น สิ่งนั่นมีสิ่งนี้จึงมี
๒. สุทธิ ความบริสุทธิ์ซึ่งเป็นสภาวะที่ใจปราศจากความโลภ ที่มากเกินไป เป็นตัวก่อให้เกิดสภาวะทางด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป
๓. ความกรุณา ความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อเหล่าสรรพสัตว์ และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่เราอาศัยอยู่
ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงสอนให้มีกายกรรม ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณาและมีใจกตัญญูต่อธรรมชาติทั้งมวล ดังที่มีเรื่องเล่าไว้ในชาดกเรื่องมหาวานิชว่า สมัยหนึ่ง พวกพ่อค้าหลงทางในป่า ไม่มีอาหารและน้ำเหลือเลย แต่เมื่อได้เห็นต้นไทรใหญ่ซึ่งมีกิ่งไม้ซุ่มฉ่ำ จึกหักกิ่งไม้ และน้ำก็ไหลออกมา เมื่อตัดกิ่งไม้อื่นก็ได้อาหาร พวกเขามีความโลภตัดโค่นต้นไม้ถอนรากขึ้นเพื่อจะได้ส่ิงของมากกว่าเดิม
พระพุทธเจ้าทรงตักเตือนเหล่าพ่อค้าในชาดกเรื่องนี้ว่า
บุคคลนั่งหรือนอนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใด
ไม่พึ่งหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น
ผู้ประทุษร้ายมิตร (ดังต้นไทรนี้) เป็นคนเลวแท้ ๆ ฯ
เป็นที่น่าสังเกตว่า พระชีวประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับต้นไม้ พระองค์ประสูติภายใต้ต้นสาละ ตรัสรู้ ที่ใต้ต้นโพธิ์ และพระปรินิพพาน ณ ภายใต้ต้นสาละก่อนที่จะตรัสรู้นั้น พระองค์ทรงค้นพบว่า สภาพแวดล้อมที่ดีช่วยให้การปฏิบัติธรรมของพระองค์ง่ายขึ้น
พระองค์จึงเลือกสถานที่ที่มีความสวยงามตามธรรมชาติเพื่อการปฏิบัติธรรม ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า
ขณะที่แสวงหาทางอันประเสริฐคือความสงบ ซึ่งไม่มีทางอื่นย่ิงกว่า เมื่อเที่ยวจาริกไปในแคว้นมคธ
โดยลำดับ ได้ไปถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ได้เห็นภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์ มีราวป่าน่าเพลิดเพลินใจ มีแม่น้ำไหลรินไม่ขาดสาย มีท่าน้ำสะอาดดี น่ารื่นรมย์ มีโคจรคามอยู่โดยรอบ เราจึงคิดว่า ภูมิประเทศเป็นสิ่งน่ารื่นรมย์ มีราวป่าน่าเพลิดเพลินใจ มีแม่น้ำไหลรินไม่ขายสาย มีท่าน้ำสะอาดดี น่ารื่นรมย์ มีโคจรคามอยู่โดยรอบ เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรของกุลบุตรผู้ปรารถนาจะบำเพ็ญเพียร เราจึงนั่ง ณ ที่นั้น ด้วยคิดว่า "ที่นี่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร"
No comments:
Post a Comment