ปรัชญาอินเดีย เป็นคำกลาง ๆ มีขอบข่ายครอบคลุมถึงระบบปรัชญาทุกสำนักที่เกิดในอินเดีย ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด หากระบุเป็นสำนัก หรือระบบความคิด ก็เริ่มตั้งแต่ยุคพระเวทเป็นต้นมา กระทั่งถึงปรัชญาร่วมสมัย ดังนั้นเพื่อให้มีเนื้อความแคบเข้า จึงนิยมใช้เวลาเป็นเครื่องกำหนดขอบเขต เช่น ปรัชญาอินเดียโบราณ ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย เป็นต้น หรือถ้าต้องการให้แคบลงไปกว่านั้นอีก ก็ใช้วิธีระบุเป็นสำนัก ๆ ไป เช่น ปรัชญาพระเวท ปรัชญาอุปนิษัท ปรัชญาพุทธ ปรัชญาจารวาก ปรัชญาเชน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในรายวิชานี้ ใช้คำว่า ปรัชญาอินเดียโบราณ เนื้อหารายละเอียดของรายวิชา กล่าวถึงปรัชญาอินเดียตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่พวกอารยันเข้าไปสู่ดินแดนที่เรียกว่า ชมพูทวีป กระทั่งเกิดวรรณกรรมสำคัญคือคัมภีร์พระเวท ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนแนวคิดต่าง ๆ ที่มนุษย์ในยุคนั้นมีต่อโลก ชีวิต และธรรมชาติแวดล้อม
อิทธิพลของพระเวท ทำให้เกิดพัฒนาการหลาย ๆ ด้านในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ พัฒนาการทางด้านสติปัญญา ร่องรอยที่ปรากฏชัดเป็นรูปธรรมก็คือคัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์ภควัทคีตา กระทั่งการอุบัติขึ้นของพุทธปรัชญา และปรัชญาอื่น ๆ ทั้งในสายอาสติกะและนาสติกะ คือทั้งสายที่ยอมรับ และไม่ยอมรับนับถือคัมภีร์พระเวทในฐานะเป็นแม่บทของการตีความ หรือการอธิบายความต่าง ๆ ขอบเขตของปรัชญาอินเดียสมัยโบราณมาสิ้นสุดลงในยุคปรัชญา ๖ สำนัก อันได้แก่ นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ มีมางสา และเวทานตะ
๓. การแบ่งยุคปรัชญาอินเดีย
การแบ่งยุคปรัชญาอินเดีย ปราชญ์ทั้งหลายยังมีความเห็นไม่ลงรอยกัน เช่นกรณีของศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณัน และโฮเรซ เอ.โรส อดีตเจ้ากรมวิชาการมานุษยวิทยาของอินเดีย แบ่งยุคปรัชญาอินเดียออกเป็น ๓ ยุค แต่โฮเรซ เอ.โรสเรียกชื่อยุคที่ ๓ ว่า ยุคอุปนิษัท ขณะที่ ดร.ราธกฤษณันเรียกว่า ยุคระบบทั้ง ๖ บางท่านก็แบ่งเป็นยุคพระเวท ยุคพราหมณะ และยุคฮินดู
ศาสตราจารย์ ดร. สุนทร ณ รังษี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าแบ่งยุคตามเกณฑ์ที่ ศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณันแบ่งไว้ จะทำให้เห็นพัฒนาการของปรัชญาอินเดียได้ชัดเจนยิ่งขึ้น[1]
ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ผู้เขียนขอยึดเอาแนวทางที่ ดร.ราธกฤษณันได้แบ่งไว้ดังนี้[2]
๑. ยุคพระเวท (Vedic Period) เริ่มตั้งแต่เกิดมีพระเวทขึ้นในประวัติความคิดทางปรัชญาของอินเดีย กำหนดระยะเวลาตั้งแต่ประมาณ ๑,๕๐๐ ปี ถึง ๖๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล หรือประมาณ ๑,๐๐๐ ปี-๑๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล เป็นยุคที่ชาวอารยันได้เข้ามาตั้งรกรากเป็นปึกแผ่นในประเทศอินเดีย ลักษณะเด่นของยุคนี้คือ พราหมณ์เป็นใหญ่[3] ผูกขาดอำนาจทางศาสนา เพราะพราหมณ์เป็นผู้ผูกขาดในคัมภีร์พระเวท ผูกขาดในพิธีกรรม เป็นชนชั้นเดียวที่สามารถติดกับเทพเจ้าเบื้องบนได้
๒. ยุคมหากาพย์ (Epic Period) เป็นยุคการเกิดขึ้นของมหากาพย์สำคัญ ๒ เรื่อง คือ มหากาพย์รามายณะ และมหากาพย์มหาภารตะ ยุคนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณันได้แสดงทรรศนะเพิ่มเติมว่า เป็นยุคที่พระพุทธศาสนา และศาสนาเชนรุ่งโรจน์ เป็นคู่แข่งที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์ ยุคนี้อยู่ในช่วงระหว่าง ๖๐๐ ปี ก่อนคริสตศักราช- คริสตศักราช ๒๐๐ หรือประมาณ ๑๐๐ ปี ก่อนพุทธกาลถึงราว พ.ศ.๗๐๐
๓. ยุคพระสูตร (Sutra Period) ยุคนี้นับระยะเวลาตั้งแต่คริสตศักราช ๒๐๐ เป็นต้นมา หรือประมาณ พ.ศ.๗๐๐ เป็นยุคที่พราหมณ์พัฒนาคำสอนเป็นฮินดู เหตุที่เรียกว่ายุคพระสูตรเป็นเพราะว่า เป็นยุคที่มีการรวบรวมปรัชญาที่แฝงอยู่ในคัมภีร์พระเวทและมหากาพย์ให้อยู่ในรูปของพระสูตร คือบทย่อความหรือจับประเด็นให้เป็นเรื่องสั้น ๆ อย่างกระชับเพื่อเข้าใจง่าย[4] บางครั้งก็เรียกยุคนี้ว่ายุคปรัชญา ๖ สำนัก เพราะเป็นยุคที่เกิดปรัชญา ๖ สำนัก ได้แก่ นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ มีมามสา เวทานตะ
๔. ยุคปรัชญาจารย์ (Scholastic Period) ยุคนี้อยู่ช่วงระหว่าง ค.ศ.๒๐๐ หรือ พ.ศ.๗๐๐ เช่นเดียวกับยุคที่ ๓ แต่ที่ท่านแยกออกมาต่างหากเพราะลักษณะและกระบวนการทางปรัชญาต่างจากยุคพระสูตร กล่าวคือ นักปรัชญาในยุคนี้ไม่ได้สร้างระบบความคิดทางปรัชญาขึ้นมาใหม่ หากแต่เน้นที่การวิเคราะห์ ตีความคัมภีร์พระเวทและอุปนิษัทเสียเป็นส่วนใหญ่ เหตุนั้น บางครั้งท่านจึงเรียกยุคนี้ว่าเป็นยุคอรรถกถา
๔. วิธีการของปรัชญาอินเดีย
วิธีการที่กล่าวถึงในที่นี้ หมายถึงรูปแบบของการอุบัติ หรือวิธีก่อตัวการของปรัชญาอินเดีย และรวมเลยไปถึงวิธีการในการนำเสนอปรัชญาของปราชญ์ชาวอินเดียโดยภาพรวม มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเมื่อสรุปแล้ว จะได้รูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ๓ ประการ คือ[5]
๑.ปูรวปักษ์ (Pûrvapakşa) หมายถึง การโจมตี หรือชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อน หรือข้อบกพร่องของทัศนะฝ่ายตรงกันข้ามกับตน
๒. ขัณฑนะ (Khandana) หมายถึง การวิพากษ์ วิจารณ์ด้วยเหตุด้วยผลถึงข้อบกพร่อง หรือจุดอ่อนของฝ่ายตรงกันข้าม
๓. อุตตรปักษ์ (Uttarapakşa) หรือ สิทธานตะ (Siddhãnta) หมายถึง การหยิบทัศนะของตนขึ้นมาแสดง เพื่อชี้ให้เห็นว่าของตนถูกต้อง หรือสมบูรณ์อย่างไร
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองพิจารณาพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกอันได้แก่ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร[6] พระสูตรนี้ถือว่าเป็นพระสูตรแรกที่ประกาศหลักการใหญ่ของพระพุทธศาสนา นั่นคืออริยสัจ ๔
จะเห็นว่า เบื้องต้นของพระสูตร ไม่ได้เริ่มด้วยการแสดงว่า อริยสัจ ๔ คืออะไร หากแต่ทรงแสดงถึงที่สุดโต่ง ๒ ทางอันบรรพชิตไม่ควรเสพ ได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค คือการหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย และอัตตกิลมัตถานุโยค คือการประกอบความลำบากเดือนร้อนแก่ตน ซึ่งอินเดียในยุคนั้นถือว่ามีการบำเพ็ญตบะชนิดนี้มาก และพระพุทธเจ้าของเราก่อนที่จะได้ตรัสรู้ ก็เคยทดลองมาแล้วถึงกับทรงเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ที่ทรงเริ่มต้นพระสูตรเช่นนี้แหละที่เรียกว่า ปูรวปักษ์ คือการยกจุดบกพร่องของลัทธิฝ่ายตรงกันข้ามมานำเสนอก่อน จากนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงเหตุผลว่ามีจุดอ่อน หรือจุดบกพร่องอย่างไร ซึ่งบาลีตอนนี้ ได้พรรณนาถึงจุดบกพร่องไว้สั้น ๆ ว่า “เป็นของต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ นำมาซึ่งความทุกข์” การวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะนี้แหละเรียกว่า ขัณฑนะ สุดท้ายจึงเริ่มแสดงหลักมัชฌิมาปฏิปทาอันเป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อการรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ เป็นหนทางที่ทำให้เกิดจักษุ เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง และเป็นไปเพื่อพระนิพพาน กระบวนการในตอนท้ายนี้เรียกว่า อุตตรปักษ์ หรือสิทธานตะ คือการเสนอทัศนะที่ถูกต้องเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับสังคม
๕. ระบบต่าง ๆ ของปรัชญาอินเดีย
คำว่า ระบบที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ ใช้ในความหมายเดียวกันกับ “สำนัก” หรือ “สาย” ปรัชญา ปรัชญาอินเดียแบ่งระบบ หรือสำนักปรัชญาออกเป็น ๒ สายใหญ่ ๆ คือ
๑. สายอาสติกะ หมายถึง สำนักปรัชญาที่ยอมรับนับถือพระเวทในฐานะเป็นปรัชญาแม่บทในการอธิบายความคิดทางปรัชญา ประกอบด้วย ๖ สำนักปรัชญาต่อไปนี้ คือ มีมามสา เวทานตะ สางขยะ โยคะ นยายะ และไวเศษิกะ
ในบรรดาปรัชญาทั้ง ๖ สำนักนี้ แม้ทั้งหมดจะยอมรับนับถือพระเวทเหมือนกัน แต่มีทัศนะในเรื่องพระเจ้าแตกต่างกันออกไป จึงแยกออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่เชื่อในพระเจ้าในฐานะเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย นยายะ,ไวเศษิกะ, โยคะ, และเวทานตะ ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ไม่เชื่อพระเจ้าว่าเป็นผู้สร้างโลก ซึ่งประกอบไปด้วย มีมามสา และสางขยะ
นอกจากการแบ่งกลุ่มในลักษณะดังกล่าวแล้ว ยังมีการแบ่งอีกลักษณะคือ กลุ่มที่ยึดพระเวทโดยเคร่งครัดในการอธิบายความทางปรัชญา กลุ่มแรกนี้ประกอบไปด้วย มีมามสา และเวทานตะ กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่อธิบายความโดยอิสระตามทัศนะของตน ไม่ยึดพระเวทตายตัวเหมือนกลุ่มแรก กลุ่มนี้ประกอบไปด้วยสางขยะ, โยคะ,นยายะ,ไวเศษิกะ[7]
๒. สายนาสติกะ หมายถึง สาย หรือสำนักปรัชญาที่ปฏิเสธไม่ยอมรับนับถือพระเวทในฐานะเป็นปรัชญาแม่บท สายนี้ประกอบไปด้วย พุทธ จารวาก และเชน

No comments:
Post a Comment